LINE

ติดต่อสอบถาม ได้ที่ 074-223420 หรือ 081-5988838
LINE ID : mailaser2006
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การดูแลผิว/Skincare แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การดูแลผิว/Skincare แสดงบทความทั้งหมด

2557-03-12

ขั้นตอนการรักษาด้วยฟายสแกน ( FineScan laser )


ฟายสแกน ( FineScan ) เป็นเลเซอร์ในกลุ่ม fractional erbium laser  แฟiกชันนอล เออเบี่ยม
การทำงานของเลเซอร์กลุ่มนี้จะเป็นยิงแสงเลเซอร์เป็นจุดเล็กเล็ก ลงบนผิวหนังโดยมีคอมพิวเตอร์เป็นตัวช่วยกำหนดพลังงานให้ตรงกับจุดที่ต้องการรักษา


ฟายสแกน ( FineScan ) เหมาะกับการรักษาปัญหาผิว ดังต่อไปนี้
- หลุมสิว แผลเป็น
- สิว สิวอักเสบ 
- ลดความมัน ลดขนาดรูขุมขน
- ลดริ้วรอย หรือเพื่อยกกนะชับหน้า
- รอยดำลึกบางประเภท เช่น ฝ้าลึก
- รอยแตกลาย เป็นต้น


หลังรักษาผิวจะมีลักษณะ
: แดงอมชมพู นาน 1-3 วัน
: ร้อนผ่าวๆ 2-3 ชม.
: มีสะเก็ดบางๆซึ่งมองไม่เห็นหลังทำ 3- 4 วัน
: ผิวแห้ง


ข้อปฏิบัติหลังรักษาด้วยเลเซอร์ฟายสแกนคือ
: เลี่ยงแสงแดด นาน1-2 สัปดาห์
: แต่งหน้าได้ทันที ในวันรุ่งขึ้น
: ทาครีมบำรุงเพื่อความชุมชื้น

ผิวจะสวยสวยขึ้นอย่างเห็นได้หลังจากทำ 1-2 สัปดาห์
และครั้งต่อไปจะทำเลเซอร์ได้อีกเมื่อครบ 4 สัปดาห์
สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที
เอ็มเอไอเลเซอร์คลีนิก 
Line ID : mailaser2006
www.facebook.com/mailaser
www.skinlaser-hatyai.com





2555-04-06

การฉีดโบท็อกซ์...ดี หรือ ปลอดภัยแค่ไหน ? Is it OK to Do Botox??

โบท็อกซ์....ควรหรือไม่
อันตรายไม๊ ฉีดแล้วต้องฉีดไปตลอดชีวิตหรือปล่าว
หยุดฉีดแล้วจะแย่กว่าเดิมไม๊
ระยะยาวกล้ามเนื้อจะผิดปกติหรือไม่
หน้าจะเหมือนใส่หน้ากากหรือปล่าว
อายุเท่านี้ต้องฉีดโบท็อกซ์แล้วหรือ ?
นี่คือคำถามที่ถูกถามมาตลอด ตั้งแต่หมอก้าวเข้ามาทำงานวงการความสวยความงาม
(ตอนนี้ผ่านมานานเข้าสู่ปีที่เจ็ดแล้ว)ก็พอสรุปได้ดังนี้ค่ะ
1)โบท็อกซ์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดจริง และเห็นผลเร็วภายใน 1-3 วัน ยกเว้นในกรณีฉีดเพื่อลดขนาดกล้ามเนื้อ เช่น ลดกรามปรับหน้าเรียว ลดขนาดน่อง ต้องรอประมาณ 2-3 สัปดาห์จึงเห็นผล
2)การฉีดโบท็อกซ์ เป็นศิลปะที่ต้องปรับให้เข้ากับลักษณะปัญหาและโครงสร้างของแต่ละคน จึงสามารถฉีดได้หลายแบบ และไม่มีกฏตายตัว
3)ควรถ่ายรูปก่อนฉีด เพราะหลายครั้งที่จุดบกพร่องบนหน้า เราไม่ได้สังเกตุเห็น เนื่องจากเรามักมองจุดที่มีปัญหามากที่สุดก่อน เมื่อฉีดโบท็อกซ์แล้ว จุดบกพร่องเดิมหายไปก็จะเห็นจุดอื่นมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น
คนไข้ต้องการลดตีนกา เมื่อฉีดหางตาแล้ว ตีนกาหายไปผิวเรียบตึง อาจจะรู้สึกว่าทำไมหว่างคิ้ว หรือใต้ตามีรอยย่นมากขึ้น (ซึ่งจริงๆแล้วมีเท่าเดิมตั้งแต่แรก)เป็นต้น
4)ปลอดภัย 100 % (แต่ต้องเป็นของแท้ที่ผ่าน อย.นะ)เนื่องจากโบท็อกซ์ถูกนำมาใช้ฉีดเพื่อลดริ้วรอยมานานมาก ดังนั้นปัญหาที่เกิดการการฉีดจึงเป็นปัญหาชั่วคราวที่เกิดจากเทคนิควิธีฉีด ซึ่งในทางปฎิบัติจริง พบว่าเกิดขึ้นน้อยมาก ถ้าศึกษาและมีประสบการณ์มากพอ
5)โบท็อกซ์ไม่ได้ทำให้หน้าแก่หรือเหี่ยวเร็วขึ้นเมื่อหยุดฉีด แต่ช่วยชลอริ้วรอยให้เกิดช้าและน้อยกว่าคนไม่ฉีด พูดง่ายๆก็คือ หยุดริ้วรอยไว้ให้เท่ากับหรือน้อยกว่าวันเริ่มฉีด ดูตัวอย่างง่ายดาราค้างฟ้าหลายคนที่หน้ายังเหมือนเดิมตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก (ยิ้มแก้มแทบปริไม่มีตีนกาซักนิด...ใครน๊า ?? )
6)ยังไม่มีรายงานความผิดปกติใดๆต่อกล้ามเนื้อหรือใบหน้า ในคนที่ฉีดโบท็อกซ์มานานๆ
7)การฉีดโบท็อกซ์รุ่นใหม่ๆ หน้าไม่แข็งตึงเหมือนใส่หน้ากากแล้วค่ะ เพราะมีเทคนิควิธีฉีดใหม่เข้ามาเยอะ โดยเฉพาะจากเกาหลี หน้าจึงดูเป็นธรรมชาติจนดูไม่ออกเลยทีเดียวว่าฉีดโบท็อกซ์
8)อายุเท่าไหร่ควรฉีด หลังวัยรุ่นไปแล้วก็โอเคค่ะ โดยมากในคนอายุน้อยจะเป็นการลดหน้าเหลี่ยม ปรับรูปหน้า ลดน่อง ลดเหงื่อที่รักแร้ หน้าใสและกระชับรูขุมขน อายุมากขึ้นจะเป็นเรื่องของริ้วรอยมากกว่า
9)ยี่ห้อของโบท็อกซ์ หมอลองฉีดมาหลายยี่ห้อแล้วที่ผ่าน อย.ในประทศไทย มี Botox Dyspot Neuronox ประสิทธิภาพต่างกันไม่มากค่ะ ขึ้นกับปริมาณที่ฉีดมากกว่า แต่ Dyspotจะออกฤทธิ์เร็วกว่า (เริ่มเห็นในหนึ่งวัน)Botox กับ Neuronox
10)หยุดฉีดโบท็อกซ์ ริ้วรอยก็จะค่อยๆกลับมา ไม่จำเป็นต้องฉีดตลอดไปก็ได้ แต่จะทำใจได้หรือปล่าว เท่านั้นแหละ ^__^

2555-03-11

การรักษา"ฝ้า"ด้วยเลเซอร์

การรักษา"ฝ้า"ด้วยเลเซอร์ เป็นเทคนิคใหม่ที่มีการพัฒนาเครื่องเลเซอร์แย็ค [ ND Yag Laser ]รุ่นใหม่ให้สามารถทำลายเม็ดสีขนาดเล็กๆโดยที่ไม่มีอันตรายต่อผิวหนังส่วนอื่น จึงแตกต่างจากเลเซอร์รุ่นก่อน

การรักษา"ฝ้า" วิธีนี้เรียกว่า " เลเซอร์โทนนิ่ง " [ laser toning ]" มักทำ ทุกสองสัปดาห์ ประมาณ ห้าถึงสิบครั้ง ขึ้นไป ขึ้นกับลักษณะของฝ้า
ร่วมกับการทาครีมกันแดดทุกวัน เลี่ยงกิจกรรมที่ต้องตากแดด งดใช้ยากลุ่มฮอร์โมน และ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวและยับยั้งการเกิดฝ้า
การรักษาใช้เลเซอร์มาร่วมในการรักษาด้วยยา จากประสบการณ์ห้าปี พบว่า ต้องใช้การเรียนรู้นานพอสมควรจึงจะทำได้ดี โดยไม่มีผลข้างเคียง อาทิเช่นฝ้าดำขึ้น ด่างขาว เลเซอร์ที่ใช้ต้องมีลักษณะหัวพิเศษ(Flat beam)ซึ่งไม่ได้มีในเลเซอร์แย็คทั่วไป และที่สำคัญคือเลเซอร์มีข้อดีในการช่วยปรับสภาพผิว รูขุมขนเล็กลงและหน้าตึงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งการทายาอย่างเดียวจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ให้เห็นค่ะ ^__^

/

2555-02-19

มาดูวิธีลบรอยสักกัน


การลบรอยสัก ปัจจุบันนิยมใช้เลเซอร์แย็ค [ ND YAG Laser ]มากที่สุด     
เนื่องจากผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจ ไม่เจ็บและที่สำคัญไม่ทำให้เกิดแผลเป็นบริเวณผิวหนังที่ลบ
ขั้นตอนการรักษาคือทายาชาหรือประคบเย็น หลังยิงเลเซอร์ อาจทายาลดอาการระคายเคือง อักเสบ
รอยโรคจะค่อยๆจางลงเรื่อยๆ โดยมากมักต้องรักษา 2- 10 ครั้งขั้นกับลายและสีที่สัก

2555-01-23

การร้อยไหม เทคนิคเกาหลี Korea Beauty Thread Lift

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ " การร้อยไหม"(ฮิตติดหูกันเลยทีเดียว) ฟังแล้วไม่เข้าใจ นึกภาพไม่ออก
ว่า"การร้อยไหม " เป็นยังไง เจ็บมั้ย ทำแล้วจะได้อะไร ขั้นตอนการรักษาเป็นยังไงและจะเหมาะสมกับใครบ้าง
ลองดูวิดิโอกันเลย
การร้อยไหม ที่ฮิตในปัจจุบัน มีที่มาจากเกาหลี เป็นเทคนิคเดิมที่ศัลยแพทย์ใช้ไหมดึงหน้า ในคนที่ต้องการดึงหน้าให้อ่อนเยาว์และสวยขึ้น แต่เดิมเป็นไหมไม่ละลายและมีหนามเกี่ยวแน่นกับผิว(กันไม่ตกกลับ)
จึงมีปัญหาในการใช้งานและตกค้าง จึงเป็นที่มาของไหมรุ่นใหม่ซึ่งละลายในหกเดือน แต่ผลการยกกระชับยังคงอยู่นาน สองถึงสามปี
Korean Beaute Lift
This is the new innovation from Korea.The old traditional face lift used the non-absorbable suture with barb .the new thread lift use " PDO suture " that last for six month.Long enoung to stimulated skin cells to produce collagen . This face lift can last almost two to three years.

สนใจติดต่อ "เอ็มเอไอ เลเซอร์คลีนิก"
074-223420/081-598-8838
Facebook:
M.A.I.Laser Clinic & Spa

2555-01-21

ผิวสวยด้วย ออกซิเจนกับ M.A.I.Laser Clinic

แนะนำทรีทเมนส์เพื่อผิวสวย สุขภาพดี การดูแลผิวด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์

2554-02-12

รอยดำ [ postinflamatory hyperpigmentation ]

รอยดำบนผิวหนังที่คนทั่วไปรู้จักดี คือรอยดำประเภท กระ ฝ้า ไฝ หรือปาน แต่รอยดำอีกประเภทที่พบบ่อยในคนไทย และเป็นปัญหาหนักใจที่ทำให้คนไข้ต้องมาพบหมอ คือ รอยดำตามหลังการอักเสบของผิวหนังแบบต่างๆ
สาเหตุของการเกิดรอยดำประเภทนี้ ได้แก่

1. ผิวหนังอักเสบติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อราหรือไวรัส ทำให้เกิดแผลและทิ้งรอยดำ
2. ผิวหนังอักเสบเนื่องจากการแพ้สัมผัส เช่น แพ้เครื่องสำอาง


รอยดำที่คอจากการเล่นไวโอลิน

รอยดำที่นิ้วจากการแพ้สารเคมี
3. บาดแผลจากอุบัติเหตุ เช่น รอยถลอก ไฟไหม้ น้ำร้อนลวกรอยดำที่ข้อมือจากการทำอาหาร
4. รอยดำหลังจากการใช้ยาทาหรือยารับประทานบางชนิด เช่น ยาต้านมะเร็ง
ยาปฎิชีวนะบางตัว
รอยดำหลังใช้ยา Bleomycin
5. รอยดำจากปัญหาโรคผิวหนังเรื้อรัง อื่นๆ เช่น สิว

รอยดำจากโรคผิวหนัง

รอยดำประเภทนี้โดยมาก มักจะจางลงเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไปแต่รอยดำบางประเภทจางช้ามาก โดยใช้เวลามากกว่า 6 – 12 เดือน ขึ้นไป

การรักษา
มักต้องใช้หลายวิธีร่วมกันจึงจะเห็นผล

· ทายาลดรอยดำ ที่มีส่วนผสมที่ช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวและยับยั้งการสร้างเม็ดสี เช่น กรดวิตามินเอ กรดอะซีลาอิก สารไฮโดรควิโนน
ยาประเภทสเตียรอยด์

· ปกป้องผิวจากแสงแดด เนื่องจากการโดนแดดจะทำให้รอยดำเข้มขึ้น และหายช้า

· เร่งการผลัดเซลล์ผิวชั้นหนังกำพร้าออกไป และกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ เช่น ผลัดเซลล์ผิวด้วยกรดผลไม้ กรอผิวด้วยเกล็ดอัญมณี เป็นต้น
· การใช้เลเซอร์เพื่อช่วยกำจัดเม็ดสีที่ผิดปกติ สามารถทำได้หลายวิธีแต่วิธีที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบันคือ

เลเซอร์เอ็นดีแย็ค 1064 [ ND-YAG 1064 ] โดยแสงเลเซอร์สามารถผ่านลงไปทำลายเม็ดสีในชั้นลึกได้โดยไม่ทำให้เกิดแผลด้านบน


เลเซอร์ฟายสแกน [ FINESCAN LASER 1550] เป็นวิธีการยิงลำแสงขนาดเล็กจำนวนมาก ลงไปบนผิวที่มีรอยดำ ช่วยขจัดเม็ดสีและผลัดออกจึงทำให้รอยดำจางเร็วขึ้น

ไอพีแอล [ IPL ] ได้ผลบ้างแต่ไม่มากนัก

· เลือกใช้ผลิตภัณฑ์หรือเครื่องสำอางที่ได้มาตรฐาน หรือลองทดสอบบนผิวจุดเล็กๆก่อน
· สิ่งสำคัญที่สุดคือดูแลผิวหนัง ระมัดระวังอย่าให้เกิดแผล หลีกเลี่ยงการแคะ แกะ เกา หากมีโรคผิวหนังเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์

อรวิมล สุทธิศิริกุล
เอ็มเอไอเลเซอร์คลีนิค

2554-01-28

นายแม่ ( แน่มาก) แห่ง 93 Mass FM / Mind FM 104.25


นับเป็นโชควาสนา ของสาวๆ ..เอ็มเอไอ เลเซอร์คลีนิค ที่มีโอกาสได้สวย เริ่ด เชิด หยิ่ง ด้วยฝีมือของ
มืออาชีพอย่าง พี่วี หรือ ดีเจวีระศักดิ์ หรือ ตอนนี้ ทั้งหาดใหญ่คงไม่มีใครไม่รู้จัก



"""นายแม่ แห่ง 93 MASS FM""" นอกจากฝีปากอันคมคายและสนุกสนาน จนคนติดกันทั้งเมือง


นายแม่ยังมีฝีมือในการแต่งหน้าให้เหมาะกับโหงวเฮ้ง อีกด้วย โดยมีดีกรีเป็นถึงผู้เชี่ยวชาญของเครื่องสำอาง ARTISTY


มาดูรูปกันดีกว่า ว่าสาวเอ็มเอไอ จะแปลงโฉมกัน




ได้สวยขนาดไหน


น้องดามีปัญหาผิวมัน มีสิวและหลุมสิว พี่วีลงรองพื้นและแป้ง จนแทบไม่เห็นรอย ( สุดยอด)






น้องจี้ด มีปัญหาแก้มเยอะ และ เปลือกตาค่อนข้างบวม พี่วี ลงสีโทนเขียวให้สวยจน จำแทบไม่ได้

(ชนะเลิศ)


คนสวย ถ่ายรูปร่วมกัน เป็นที่ระลึก
ใครอยากสวยแบบนี้บ้าง ไปหา นายแม่ ที่ 93 mass FM ได้เลยค่ะ @^__^@/


2554-01-26

""ผิวสวย"" แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร



ผิวสวยที่ทุกคนอยากมีผิวนั้น คือผิวที่อยู่ในช่วงอายุ 10-20 ปี ซึ่งสดใส เต่งตึง ปราศจากสิวฝ้า และจุดด่างดำบนใบหน้า การมีผิวสวยนั้นถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งของคนทุกคน เพราะเชื่อว่าสามารถดึงดูดเพื่อนและเพศตรงข้ามได้ดี


ทางการแพทย์นั้น ลักษณะผิวสวยและแข็งแรง มีคุณสมบัติดังนี้



  1. มีสารเคลือบผิวตามธรรมชาติ

  2. มีการผลัดเซลล์ผิวอยู่เป็นประจำ

  3. กระบวนการซ่อมแซมคอลลาเจนและไฟเบอร์อิลาสตินมีประสิทธิภาพเยี่ยม

  4. มีการไหลเวียนของเลือดอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งหมายความถึงมีการไหลเวียนของสารอาหารที่เพียงพอต่อผิว

  5. มีระดับการกักเก็บ proteoglycans และ glycosaminoglycan ที่เพียงพอ (กรดอะมิโนที่ทำให้ผิวเต่งตึง ไม่เหี่ยวแฟบ )

  6. มีความสามารถในการรักษาบาดแผลได้อย่างรวดเร็ว

  7. มีระดับการต้านอนุมูลอิสระสูง

  8. มีน้ำมันตามธรรมชาติของผิวที่มีปริมาณเพียงพอ แต่ไม่มากเกินไป

  9. มีระดับไขมันใต้ผิวหนังหนาพอสมควร

ดังนั้น การใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เหมาะสมเป็นประจำ ทานอาหารที่มีคุณค่า รวมถึงการดูแลผิวด้วยเทคโนโลยีที่ถูกต้อง เหมาะสม จึงเป็นทางที่จะทำให้ผิวสวยอ่อนเยาว์อยู่กับคุณไปนานเท่านาน


Onwimon suttisirikul. MD

การเลือกใช้ครีมกันแดด

ผิวหนังและตาเป็นอวัยวะที่ต้องเปิดรับแสงแดดได้มากที่สุด แม้ว่าผมและเล็บจะมีโอกาสได้รับมากที่สุดเช่นกันแต่ไม่ไวต่อแสงและมีความสำคัญมากในทางการแพทย์การได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพ ผิวหนัง ตา และระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายโดยเฉียบพลันหรือสะสมเรื้อรัง

ผลกระทบเฉียบพลันได้แก่ ผิวหนังแดง (Erythema) ผิวหนังเกรียมและกระจกตาอักเสบจากแสงแดด (Photokeratitis)

ผลกระทบสะสมเรื้อรังเช่น มะเร็งผิวหนัง ผิวหนังแก่ก่อนวัย โรคตาเช่นต้อเนื้อ ต้อลม(Pterygium) และพยาธิสภาพของกระจกตา (Keratopathy)

ขณะที่ UV-B ก่อให้เกิดผิวหนังเกรียมและมะเร็งผิวหนังเป็นส่วนใหญ่ UV-A มีผลกระทบต่อเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังและความสามารถเปลี่ยนโครงสร้างของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและเนื้อเยื่ออีลาสติคดังนั้นจึงไปเร่งอายุขัยให้กับเซลล์ผิวหนัง เราจึงมีความจำเป็นในการทำความเข้าใจเรื่องความสามารถของผิวหนังในการปรับตัวต่อรังสีอัลตราไวโอเลตโดยก่อให้เกิดเซลล์สร้างสีสีแดงหรือสีน้ำตาล (Tan) ซึ่งมีผลต่อต้านการรับรังสีอัลตราไวโอเลตในขณะที่ตามนุษย์ไม่มีความสามารถนี้

วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันผิวหนังคือการสวมเสื้อผ้า หมวก กางเกง เสื้อผ้าที่รังสีอัลตราไวโอเลตผ่านได้ควรระบุชัดเจน ส่วนผิวที่ไม่สามารถป้องกันได้โดยเสื้อผ้าควรใช้ยากันแดดที่ประกอบด้วยตัวกรอง UV-A และ UV-B ระหว่างได้รับแสงแดดครั้งแรกควรใช้ยากันแดดที่มีแฟคเตอร์ป้องกันแสงแดด SPF (Sun Protection Factor) ประมาณ 30

เด็กและทารกควรได้รับการระมัดระวังมากเป็นพิเศษความสามารถป้องกันแสงแดดของยากันแดดไม่เพียงขึ้นอยู่กับคุณภาพแต่รวมไปถึงการใช้อย่างถูกวิธี คนส่วนใหญ่ทายากันแดดน้อยเกินไปและทาไม่บ่อยอย่างเพียงพอ

ยากันแดดที่มีแฟคเตอร์ป้องกันแสงแดดต่ำกว่า 15 ควรจะต้องทาทุก 2 ชั่วโมง ควรใช้ก่อนรับแสงแดดและควรทาซ้ำหลังการว่ายน้ำถ้าใช้อย่างถูกวิธีจะช่วยป้องกันผิวเกรียม มะเร็งผิวหนังและการแก่ก่อนวัย

การเลือกใช้ยากันแดด

แฟคเตอร์ป้องกันแสงแดดที่ระบุไว้ในผลิตภัณฑ์เป็นตัวบอกประสิทธิภาพที่สูงขึ้นตามตัวเลขเนื่องจากอันตรายต่อผิวหนังที่ได้รับจาก UV-A และยังไม่มีมาตรฐานการกรอง UV-Aของยากันแดดจึงควรตรวจสอบวันหมดอายุของตัวกรอง UV-A ในผลิตภัณฑ์ด้วยไม่ควรใช้ยากันแดดเพื่อการอยู่กลางแดดนานขึ้นแต่ว่าควรจำกัดการได้รับแสงแดดเช่นกันจึงเป็นเหตุผลว่าควรทายากันแดดซ้ำบ่อยๆโดยเฉพาะบริเวณที่อ่อนและไวต่อแสงเช่น จมูก หู คอ หลังส่วนบน หลังเท้า ฯลฯ ให้เลือกยากันแดดที่เหมาะสมสำหรับแต่ละชนิดผิวและระดับดัชนีรังสีอัลตราไวโอเลต ดังตาราง

ตารางที่ 2 แสดง แฟคเตอร์ป้องกันแสงแดดที่แนะนำสำหรับแต่ละชนิดผิว ที่ระดับดัชนีรังสีอัลตราไวโอเลต ต่างๆ

UV INDEX

ชนิดผิวที่ 1

ชนิดผิวที่ 2

ชนิดผิวที่ 3

ชนิดผิวที่ 4

1-3

15

12

9

6

4-6

30

25

15

12

7-9

50

40

30

20

>10

60

50

40

30

ตารางที่ 1 แสดงชนิดผิวหนัง

ชนิดผิว

สีผิว

สีตา

สีผม

ชนิดผิวที่ 1

ขาว /อาจมีกระเล็กน้อย

ฟ้า

แดง

ชนิดผิวที่ 2

ขาว

ฟ้า / เขียว

บลอนด์ / น้ำตาล

ชนิดผิวที่ 3

ขาว

น้ำตาล / เทา

น้ำตาล

ชนิดผิวที่ 4

ดำหรือน้ำตาลเข้ม

น้ำตาล

น้ำตาล/ดำ

นอกจากชนิดผิวหนังแล้วปฏิกิริยาที่เกี่ยวกับโรคผิวหนังและโรคตายังสามารถเปลี่ยนแปลงประสิทธิภาพการป้องกันได้เช่นปฏิกิริยาความไวต่อแสงที่เกิดจากยาบางชนิดที่รักษาโรคผิวหนังเช่นสารเคมีที่มีคุณสมบัติดูดซับแสงในช่วง UV-B และ UV-A (Psoralens) สารเคมีซึ่งอยู่ในกระบวนการสร้างเม็ดเลือดมีความสามารถดูดซับแสงที่ความยาวคลื่น 405 nm (porphyrin)น้ำมันดำแลถ่านหิน ยาปฏิชีวนะหรือยาแก้อักเสบชนิดต่างๆและพืชบางชนิด ฯลฯ สามารถก่อให้เกิดผิวหนังแดงแม้เพียงได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตเป็นปริมาณเล็กน้อย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสิว



คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวในการรักษาสิว

1.
การดูแลสุขอนามัยที่ดีจะทำให้ลดการเกิดสิว

การดูแลสุขอนามัยที่ดี เช่น การใช้สบู่ การดูแลความมันบนใบหน้าจะทำให้ลดการเกิดสิว
ความจริงคือ ยังไม่มีข้อสรุปที่บอกว่าการดูแลผิวพรรณให้สะอาดอยู่ตลอดเวลาจะช่วยลดการเกิดสิวซ้ำร้ายหากการดูแลความสะอาดนั้นอาจทำให้เกิดสิวเพิ่มมากขึ้นด้วยหากดูแลผิดวิธียกตัวอย่างเช่น การใช้สบู่ที่มีฤทธิ์ในการชำระล้างที่สูงเกินไป การใช้มือถูนวดใบหน้ามากเกินไป

2. การล้างหน้าช่วยทำให้ลดการเกิดสิว
การล้างหน้าบ่อยๆช่วยลดการเกิดสิว
ความจริงคือ การล้างหน้าที่มากเกินไปร่วมกับการขัดถูจะทำให้สิวแย่ลง โดยการกระทำเช่นนี้อาจทำให้เกิดสิวอักเสบหรือรอยดำจากสิวขึ้นมาได้ เคยมีการทดลองเปรียบเทียบการรักษาสิวโดยแบ่งเป็น กลุ่มA พยายามรักษาสิวโดยทำให้ผิวแห้งที่สุด กลุ่มB รักษาตามปกติ กลุ่มC รักษาโดยพยายามหลีกเลี่ยงน้ำ ผลที่ได้คือ กลุ่ม BและC ให้ผลที่ดีกว่าการรักษาที่ทำให้ใบหน้าแห้ง

3. การแตะจับใบหน้าบ่อยๆมีผลทำให้สิวแย่ลงหรือไม่
การแตะจับใบหน้าบ่อยๆมีผลทำให้สิวเพิ่มขึ้น
ความจริงคือ การแตะจับผิวหน้าบ่อยๆ เกิดการระคายเคืองของผิวหนังทำให้เกิดสิว การทำทรีตเมนท์ต่างๆ หรือการนวดหน้ามากเกินไปก็ทำให้เกิดสิวได้เช่นกัน

4. การแกะสิวหรือกดสิว
การแกะหรือกดหัวสิวทำให้สิวแย่ลง
ความจริงคือ การแกะสิวและการกดสิวอย่างไม่ถูกวิธีหรือทำมากเกินไป ทำให้มีรอยแผลเป็นจากสิวการใช้น้ำกรดแต้มก็ไม่ได้ช่วยการรักษาสิวแต่ทำให้มีรอยดำหรือแผลเป็นมากขึ้น

5. การรับประทานอาหาร
อาหารบางอย่างทำให้เกิดสิว
ความจริงคือ การทานอาหารบางอย่างมีผลต่อการเกิดสิว ในปัจจุบันมีการรายงานอาหารที่เกิดสิวได้แก่ อาหารไขมันสูง / ผลิตภัณฑ์นม เนย / อาหารที่มีแคลอรีสูง ส่วนมากเป็นอาหารของชาวตะวันตก แต่ไม่พบความสัมพันธ์กับการทานชอคโกแลต

เอ็มเอไอ เลเซอร์คลีนิค