LINE

ติดต่อสอบถาม ได้ที่ 074-223420 หรือ 081-5988838
LINE ID : mailaser2006
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ health แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ health แสดงบทความทั้งหมด

2555-04-06

การฉีดโบท็อกซ์...ดี หรือ ปลอดภัยแค่ไหน ? Is it OK to Do Botox??

โบท็อกซ์....ควรหรือไม่
อันตรายไม๊ ฉีดแล้วต้องฉีดไปตลอดชีวิตหรือปล่าว
หยุดฉีดแล้วจะแย่กว่าเดิมไม๊
ระยะยาวกล้ามเนื้อจะผิดปกติหรือไม่
หน้าจะเหมือนใส่หน้ากากหรือปล่าว
อายุเท่านี้ต้องฉีดโบท็อกซ์แล้วหรือ ?
นี่คือคำถามที่ถูกถามมาตลอด ตั้งแต่หมอก้าวเข้ามาทำงานวงการความสวยความงาม
(ตอนนี้ผ่านมานานเข้าสู่ปีที่เจ็ดแล้ว)ก็พอสรุปได้ดังนี้ค่ะ
1)โบท็อกซ์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดจริง และเห็นผลเร็วภายใน 1-3 วัน ยกเว้นในกรณีฉีดเพื่อลดขนาดกล้ามเนื้อ เช่น ลดกรามปรับหน้าเรียว ลดขนาดน่อง ต้องรอประมาณ 2-3 สัปดาห์จึงเห็นผล
2)การฉีดโบท็อกซ์ เป็นศิลปะที่ต้องปรับให้เข้ากับลักษณะปัญหาและโครงสร้างของแต่ละคน จึงสามารถฉีดได้หลายแบบ และไม่มีกฏตายตัว
3)ควรถ่ายรูปก่อนฉีด เพราะหลายครั้งที่จุดบกพร่องบนหน้า เราไม่ได้สังเกตุเห็น เนื่องจากเรามักมองจุดที่มีปัญหามากที่สุดก่อน เมื่อฉีดโบท็อกซ์แล้ว จุดบกพร่องเดิมหายไปก็จะเห็นจุดอื่นมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น
คนไข้ต้องการลดตีนกา เมื่อฉีดหางตาแล้ว ตีนกาหายไปผิวเรียบตึง อาจจะรู้สึกว่าทำไมหว่างคิ้ว หรือใต้ตามีรอยย่นมากขึ้น (ซึ่งจริงๆแล้วมีเท่าเดิมตั้งแต่แรก)เป็นต้น
4)ปลอดภัย 100 % (แต่ต้องเป็นของแท้ที่ผ่าน อย.นะ)เนื่องจากโบท็อกซ์ถูกนำมาใช้ฉีดเพื่อลดริ้วรอยมานานมาก ดังนั้นปัญหาที่เกิดการการฉีดจึงเป็นปัญหาชั่วคราวที่เกิดจากเทคนิควิธีฉีด ซึ่งในทางปฎิบัติจริง พบว่าเกิดขึ้นน้อยมาก ถ้าศึกษาและมีประสบการณ์มากพอ
5)โบท็อกซ์ไม่ได้ทำให้หน้าแก่หรือเหี่ยวเร็วขึ้นเมื่อหยุดฉีด แต่ช่วยชลอริ้วรอยให้เกิดช้าและน้อยกว่าคนไม่ฉีด พูดง่ายๆก็คือ หยุดริ้วรอยไว้ให้เท่ากับหรือน้อยกว่าวันเริ่มฉีด ดูตัวอย่างง่ายดาราค้างฟ้าหลายคนที่หน้ายังเหมือนเดิมตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก (ยิ้มแก้มแทบปริไม่มีตีนกาซักนิด...ใครน๊า ?? )
6)ยังไม่มีรายงานความผิดปกติใดๆต่อกล้ามเนื้อหรือใบหน้า ในคนที่ฉีดโบท็อกซ์มานานๆ
7)การฉีดโบท็อกซ์รุ่นใหม่ๆ หน้าไม่แข็งตึงเหมือนใส่หน้ากากแล้วค่ะ เพราะมีเทคนิควิธีฉีดใหม่เข้ามาเยอะ โดยเฉพาะจากเกาหลี หน้าจึงดูเป็นธรรมชาติจนดูไม่ออกเลยทีเดียวว่าฉีดโบท็อกซ์
8)อายุเท่าไหร่ควรฉีด หลังวัยรุ่นไปแล้วก็โอเคค่ะ โดยมากในคนอายุน้อยจะเป็นการลดหน้าเหลี่ยม ปรับรูปหน้า ลดน่อง ลดเหงื่อที่รักแร้ หน้าใสและกระชับรูขุมขน อายุมากขึ้นจะเป็นเรื่องของริ้วรอยมากกว่า
9)ยี่ห้อของโบท็อกซ์ หมอลองฉีดมาหลายยี่ห้อแล้วที่ผ่าน อย.ในประทศไทย มี Botox Dyspot Neuronox ประสิทธิภาพต่างกันไม่มากค่ะ ขึ้นกับปริมาณที่ฉีดมากกว่า แต่ Dyspotจะออกฤทธิ์เร็วกว่า (เริ่มเห็นในหนึ่งวัน)Botox กับ Neuronox
10)หยุดฉีดโบท็อกซ์ ริ้วรอยก็จะค่อยๆกลับมา ไม่จำเป็นต้องฉีดตลอดไปก็ได้ แต่จะทำใจได้หรือปล่าว เท่านั้นแหละ ^__^

2554-03-05

สิ่งที่ควรรู้ก่อน...จะลดน้ำหนัก

หากจะลดน้ำหนัก...ต้องทานอาหารให้สมดุลย์และออกกำลังกาย ความจริงนี้เราทราบดีกันทุกคนเพราะเราเรียนสุขศึกษากันมาตั้งแต่ประถม แตในการปฎิบัติจริง คนส่วนใหญ่มากกว่า 80 % ยังมีปํญหาในการคุมน้ำหนักให้ได้ตามที่ตนเองต้องการ แสดงว่าน่าจะมีอีกหลายอย่างที่เรายังไม่รู้............ต้องใช้ผลวิจัยมาช่วยแล้วละ



1. การออกกำลังกายอย่างเดียวพบว่าน้ำหนักจะลดลงน้อยมาก ต้องเปลี่ยนวิธีทานอาหารร่วมด้วยเท่านั้นน้ำหนักถึงจะลดลงได้


2. หลังอายุ 30 ปี ไปแล้ว ทุก 10 ปีการเผาผลาญอาหารในร่างกายจะลดลง 100 แคลอรีต่อวัน นั่นหมายความว่าทุกช่วงอายุที่เปลี่ยนไปเราจะมีน้ำหนักมากขึ้นประมาณ 5-10 % หากทานอาหารเท่าเดิม


3. เด็กที่อ้วนตั้งแต่เป็นทารก เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่มีแนวโน้มอ้วนง่ายและอ้วนกว่าเด็กที่มีน้ำหนักมาตรฐาน


4. ในผู้หญิงที่มีประจำเดือนไม่ปกติหรือรังไข่ทำงานไม่ปกติ มีแนวโน้มที่จะอ้วนและลดน้ำหนักได้ยากกว่าคนทั่วไป


5. คนที่น้ำหนักเกินโดยส่วนใหญ่พบปัญหาจากความเครียดและอาการซึมเศร้า หดหู่มากกว่าคนทั่วไป การจะลดน้ำหนักได้ดีและเห็นผลมักจำเป็นต้องใช้วิธีลดความเครียดเข้ามาช่วย เช่น การเข้ากลุ่มทำกิจกรรม ทำสมาธิหรือออกกำลังกาย


6. วีธีการเลือกทานอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนักในปัจจุบัน ที่นิยมกันมี 4 แบบได้แก่

· วิธีเลือกทานแต่อาหารไขมันต่ำ
· วิธีเลือกทานแต่อาหารที่มีแป้งต่ำ โปรตีนสูง [ Atkin diet ]
· วิธีเลือกทานแต่อาหารที่มีค่าน้ำตาลต่ำ [ Low glycemic index ]
· วิธีเลือกทานอาหารครบทุกหมู่แต่แคลอรี่ต่ำ

จากการทดลองพบว่าทุกวิธีช่วยลดน้ำหนักในระยะยาว (มากกว่า 1 ปี) ได้ไม่แตกต่างกัน

***การเลือกวิธีทานอาหารให้เหมาะกับตัวเองจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะบางวิธีเช่น ทานแป้งน้อยมากแต่ทานโปรตีนมาก มีแนวโน้มปฎิบัติตามได้ยาก จึงพบว่าคนส่วนใหญ่มักล้มเลิกกลางคันบ่อยๆ การลดน้ำหนักจึงล้มเหลว

รอติดตาม ...การใช้ยาเพื่อช่วยลดน้ำหนัก ในตอนต่อไปค่ะ


อรวิมล สุทธิศิริกุล

เอ็มเอไอ เลเซอร์คลินิก

ดูยังไง...ว่าอ้วน


งานวิจัยล่าสุดจากญี่ปุ่นพบว่าวัยรุ่นหญิงมากกว่า 70 % รู้สึกกว่าตัวเองอ้วนและน้ำหนักเกินมาตรฐาน ซึ่งเรื่องนี้คงไม่ได้มีปัญหาเฉพาะในญี่ปุ่น น่าจะปัญหาของผู้หญิงทั่วโลกมากกว่า


ตัวชี้วัดว่า อ้วนหรือผอม ในทางการแพทย์นิยมใช้ ค่า BMI :ซึ่งคำนวณจากน้ำหนักและส่วนสูง


BMI เท่ากับ น้ำหนักตัว ( กิโลกรัม )

[ ความสูง(เมตร) ]²


ตัวอย่างเช่น คนสูง 160 ซม. น้ำหนัก 50 กิโลกรัม มี


BMI เท่ากับ 50

1.6х1.6


เท่ากับ 19.5

การแปลผลเทียบกับBMIมาตรฐาน

(BMI ที่ใช้กันในญี่ปุ่นและสิงคโปร์ได้รับการปรับให้เหมาะสมกับคนเอเชียมากขึ้น)

ประเภท

ค่า BMI

ผอมผิดปกติ

น้อยกว่า 14.9

น้ำหนักน้อยกว่ามาตรฐาน

ระหว่าง 15 to 18.4

น้ำหนักปกติ

ระหว่าง 18.5 to 22.9

น้ำหนักเกินมาตรฐาน

ระหว่าง 23 to 27.5

อ้วน Obese

ระหว่าง 27.6 to 40

อ้วนมาก Morbidly Obese

มากกว่า 40

ดังนั้น หากส่วนสูง 160 ซม.

น้ำหนักตัวระหว่าง 47.3 ถึง 58.8 กิโลกรัม แสดงว่าน้ำหนักอยู่ในเกินมาตรฐาน

น้ำหนักมากกว่า 58.8 กิโลกรัม (BMI เท่ากับ 23 ) แสดงว่าน้ำหนักเกิน

น้ำหนักมากกว่า 70.6 กิโลกรัม (BMI เท่ากับ 27.6 ) แสดงว่าอ้วน.....เป็นต้น

หากใครสูงประมาณ 160 ซม.และหนักระหว่าง 58-70 กิโลกรัม จะไปว่าเค้าอ้วนไม่ได้นะค่ะ คงต้องเรียกว่า อวบมากกว่า

อรวิมล สุทธิศิริกุล

เอ็มเอไอ เลเซอร์คลินิก หาดใหญ่

www.skinlaser-hatyai.com

2554-02-26

ความจริงเกี่ยวกับอาหารเสริม 2011


ช่วงนี้ชอบมีคนถามเรื่องเกี่ยวกับการรับประทานอาหารเสริม อาทิเช่น การทานอาหารเสริมจำเป็นแค่ไหน อะไรที่ควรเสริมแล้วจะมีผลตกค้างในร่างกายหรือเปล่ารวมถึงมักมีคนเข้ามาชวนซื้อหรือชวนไปขายอาหารเสริม คิดว่าท่านหลายๆคนคงประสบปัญหาเหมือนกัน

บางเรื่องหมอก็พอมีความรู้อยู่บ้าง เช่น การเสริมแคลเซียมในวัยทอง หรือธาตุเหล็กในคนไข้โลหิตจาง เพราะต้องแนะนำประจำ แต่ตอนนี้มีอาหารเสริมสารพัดเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น จมูกข้าว น้ำดื่มเสริมความงาม น้ำมันปลา สมุนไพรจึงทำให้หมอเองก็ต้องตื่นตัวมาค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อนำมาใช้กับตัวเองและครอบครัว รวมถึงจะได้ให้คำแนะนำได้ถูกต้องเวลามีคนถาม


ข้อมูลที่ได้มามักจะเป็นข้อมูลจากต่างประเทศ เพราะมักมีคนขี้สงสัยและเข้าไปศึกษาวิจัยจนได้คำตอบมา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะถูกต้อง 100 % ทุกเรื่อง อาหารเสริมบางตัวผลตอนนี้อาจจะดีแต่อีก2-3ปีข้างหน้าอาจะพบว่าก่อให้เกิดปัญหา เป็นต้น จึงต้องอ่านแล้วมากลั่นกรองและจับประเด็นได้ดังนี้ค่ะ


ใครบ้างที่ควรทานอาหารเสริมและควรเลือกทานอะไร

บุลคลบางกลุ่ม

ที่ควรทานอาหารเสริมหรือวิตามินบางอย่าง ได้แก่

· สตรีวัยทอง ควรได้รับแคลเซียมอย่างน้อย 1000 มิลลิกรัม และ วิตามินดี

400 ยูนิต ต่อวัน เพื่อป้องกันกระดูกพรุน และความเสี่ยงกระดูกหัก นอกจากนี้วิตามินดียังมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง

· ในคนสูงอายุ การรับประทาน น้ำมันปลาที่มีโอเมก้า-3 หรือ DHA ช่วยในเรื่องความจำ ลดอาการหลงลืมตามวัย ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ แต่ยังไม่พบว่าทำให้อาการของอัลไซเมอร์ซึ่งเป็นโรคทางสมองชนิดหนึ่งในคนสูงอายุดีขึ้น

· การเสริมวิตามินรวม เช่นวิตามินเอ ซี อีและซิงค์ [Zinc] ในคนไข้ภูมิต้านทานบกพร่อง หรือ HIV ช่วยเพิ่มระดับเม็ดเลือดขาว CD4 ทำให้ภูมิต้านทานต่อโรคดีขึ้น

· โคเอนไซด์ [Co-enzyme Q10] 30-300 มิลลิกรัมต่อวัน ช่วยลดปัญหาโรคหัวใจแทรกซ้อนในคนที่มีปัญหาหัวใจวาย หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

บุคคลสุขภาพดีที่ยังไม่มีโรคแทรกซ้อน

มีรายงานพบว่าการเสริมวิตามินบางตัว อาจให้ผลดีและมีประโยชน์ได้แก่

· ในผู้ชาย การทานอาหารเสริมที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี ซี

เบต้าแคโรทีน ซิงค์ [Zinc] ซีลีเนียม [selenium] ช่วยลดการเกิดมะเร็งและโรคหัวใจ เนื่องจากผู้ชายมักทานอาหารที่มีผักผลไม้น้อยกว่าผู้หญิง

· การรับประทานวิตามินรวมที่มี โฟเลทและวิตามินบี6 อาจจะช่วยลดการเกิดมะเร็งเต้านม

· อาหารเสริมที่มีคาร์โรตินอยด์ และโปรไบโอติก ซึ่งเป็นอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของ Lactobacillus johnsonii (La1) ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่ง พบว่าทำให้ความต้านทานต่อแสงแดดของผิวหนังมากขึ้น จึงช่วยในการปกป้องผิวและลดการเกิดริ้วรอยและจุดด่างดำในระยะยาว (ดีจัง)


ข้อควรระวังในการเลือกทานอาหารเสริม

1. ปริมาณที่ปลอดภัยในการรับประทาน

เนื่องจากบางคนเลือกรับประทานอาหารเสริม สมุนไพรหรือวิตามินพร้อมกันหลายๆตัว ก่อนทานควรต้องทราบว่าในอาหารเสริม สมุนไพรหรือวิตามินนั้นๆมีอะไรเป็นส่วนประกอบบ้าง เพราะมีรายงานปัญหาจากการทานมากเกินไป

เช่น

มีรายงานคนไข้ 201 รายในอเมริกา มีอาการท้องเสีย อาเจียน ผมร่วงและปวดข้อ เนื่องจาก ซีลีเนียมเป็นพิษ

ตับอักเสบจากการทานสมุนไพรหรืออาหารเสริมเป็นระยะเวลานาน

2. ปริมาณสารพิษที่อาจปนเปื้อนมาในขั้นตอนการผลิต

เพราะฉนั้นที่มาของอาหารเสริม สมุนไพรหรือวิตามินจึงมีความสำคัญ

เช่น การปนเปื้อนของโลหะหนักจำพวกสารปรอท ตะกั่ว ในสาหร่ายหรือปลาทะเล เป็นต้น

3. ปัญหาการทานอาหารเสริม สมุนไพรหรือวิตามิน ร่วมกับยาบางตัว

เช่น สารสกัดจากใบแปะก๊วย หรือกระเทียมมีแนวโน้มทำให้เลือดออกง่ายในคนที่ทานยาละลายลิ่มเลือด หรือมีโรคหัวใจ เป็นต้น

**ข้อมูลที่กล่าวมาเป็นเพียงข้อมูลบางส่วนจากการค้นคว้าเพื่อช่วยเป็นแนวทางในการเลือกทานอาหารเสริมเท่านั้น อาหารเสริม สมุนไพรหรือวิตามินบางตัวไม่ได้เอ่ยถึงในที่นี้เนื่องจากยังหาข้อมูลสนับสนุนว่ามีประโยชน์จริงไม่ได้ หากผู้อ่านมีข้อมูลเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์สามารถเขียนแนะนำได้ค่ะ

***ขอบคุณข้อมูลบางส่วนมาจาก Medscape Education

อรวิมล สุทธิศิริกุล

เอ็มเอไอ เลเซอร์คลินิก หาดใหญ่

www.skinlaser-hatyai.com